วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

การทานอาหารสำหรับคนอยาก หุ่นดี

ร้อยทั้งร้อยใครก็ต้องอยากมีรูปร่างที่ดีอย่างแน่นอน แต่จะทำอย่างไรนี่สิคะที่เป็นเรื่องยาก เพราะแค่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันก็แสนจะวุ่นวายมากพออยู่แล้ว การทานอาหารก็ต้องรีบเร่งไม่ค่อยได้ใส่ใจ ทำให้หลายคนเจอกับปัญหาความอ้วนตามมา ส่วนคนที่ทานเท่าไรก็ไม่อ้วนก็เป็นที่น่าอิจฉากันไป แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ อย่าเพิ่งไปอิจฉาตาร้อน คุณเธอเหล่านั้นเลย เพราะเรามีเคล็ดลับการทานที่จะทำให้คุณหุ่นดีได้ไม่ยาก ไม่แพ้สาว ๆ คนไหนเลยมาฝากกัน
ขยันทานผลไม้ หัดตัวเองให้เป็นคนชอบทานผลไม้และทานให้มาก ๆ แต่ต้องเลือกดูผลไม้ที่ไม่หวานจนเกินไป ส่วนผลไม้ต้องห้ามก็คือ ทุเรียน เงาะ ขนุน ลำไย ละมุด เป็นต้นทานอาหารให้ครบทุกมื้อ การทานอาหารควรให้ความสำคัญกับอาหารมื้อหลักทั้ง 3 มื้อ คือเช้า กลางวัน เย็น ซึ่งทานก่อน 6 โมงเย็น และหลังจากนั้นก็ไม่ควรทานอะไรอีก แต่ถ้าหากทนไม่ไหวก็ลองดื่มชาเขียวร้อนสักแก้วก็ช่วยให้หายอยากได้ดื่มน้ำเป็นประจำ การดื่มน้ำก็สำคัญ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยให้ได้วันละ 6-8 แก้วเคี้ยวช้า ๆ เข้าไว้ หัดตัวเองให้เป็นคนเคี้ยวอาหารให้นาน ๆ อย่างน้อย 10 ครั้งต่อหนึ่งคำ เพราะไม่งั้นแล้วขืนคุณเคี้ยวเร็ว จะทำให้คุณทานได้เยอะกว่าเดิมนะคะอย่าทานพร้อมทำกิจกรรมอื่น ห้ามทานอาหารไปพร้อมกับทำกิจกรรมอื่น ๆ อย่างเช่น อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ เล่นอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การนั่งรถ เพราะจะทำให้คุณทานได้มากกว่าปกติ โดยไม่รู้ตัว แล้วความอ้วนก็จะตามมาเป็นเงาตามตัวคุณเลยทีเดียวการดื่มนม หากก่อนนอนคุณต้องดื่มนม ไม่ว่าจะเป็นนมเปรี้ยว นมพร่องมันเนย ก็ควรดื่มก่อนนอน 4 ชั่วโมงเบเกอร์รี่ได้ แต่น้อย จริง ๆ แล้วถ้าอยากผอมก็ไม่ควรทาน แต่ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ทานได้สัปดาห์ละครั้ง เท่านั้น แล้วก็ไม่ใช่ว่ากินแบบเต็มอิ่มนะคะ แค่ชิ้นสองชิ้นพอเชื่อมั่นในตัวเอง เลือกทานอาหารที่คุณเห็นว่ามีแคลอรีต่ำ ที่คุณเชื่อว่าเหมาะกับคุณ อย่าปล่อยให้เพื่อน ๆ ชักจูง หรือท้าทายจนคุณปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอาหารที่มีไขมันสูงได้หนึ่งจานก็เพียงพอ ถึงแม้ว่าคุณจะหิวมากแค่ไหนก็ตามให้สั่งอาหารมาทานก่อนหนึ่งจาน อย่าเพิ่งสั่งจานที่สอง เพราะแค่จานเดียวก็ทำให้คุณอิ่มได้ จำไว้เลยนะคะ หนึ่งจานต่อหนึ่งมื้อเท่านั้นเน้นผักมากกว่าเนื้อสัตว์ เวลาที่จะทานอาหารให้สังเกตก่อนว่า มีผักในปริมาณแค่ไหน เนื้อสัตว์ก็เช่นกัน จากนั้นให้ทานผักก่อนแล้วตามด้วยเนื้อสัตว์ หรือทางที่ดีก็เขี่ยเนื้อสัตว์ออกไปเลยเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารไขมันสูงอย่างแกงกะทิ หรือน้ำอัดลมทุกชนิด ควรงดทานไปเลยนะคะ เพราะถ้าทำได้จะทำให้ลดน้ำหนักลงได้ง่ายขึ้นชา กาแฟวันละหนึ่งถ้วย ถ้าเป็นไปได้หากใครที่ชอบทานชา กาแฟ หรือโอวัลติน ควรทานแค่วันละ 1 แก้วก็พอ และถ้าไม่ใส่น้ำตาลเลยก็จะดีมากงดลูกอมทุกชนิด ลูกอมทั้งที่ทานเล่น หรือที่ใช้ระงับกลิ่นปาก ล้วนมีแต่น้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรทานบ่อย ๆ การเลือกทานอาหารที่เหมาะสมเป็นกิจวัตรแบบนี้ ก็จะทำให้คุณมีรูปร่างดีไร้ไขมันส่วนเกินแล้วล่ะค่ะ แถมยังมีสุขภาพที่ดีอีกต่อหนึ่งด้วย..

เคล็ดลับลดน้ำหนักให้ถูกวิธี

เคล็ดลับลดน้ำหนักให้ถูกวิธี อยู่ที่เลือกอาหาร
เป็นเรื่องของความสวยความงามที่คุณหลายๆคน ที่กำลังอยากลดความอ้วนพลาดไม่ได้เด็ดขาด นั่นคือ…เคล็ดลับลดน้ำหนักให้ถูกวิธีอยู่ที่เลือกอาหาร โภชนาการ “ต้องลดน้ำหนักให้ได้” ?นี่อาจเป็นหนึ่งในรายการที่ใครหลายคน กำลังคิดว่าจะต้องทำให้ได้ก็นับว่าดีอยู่หรอกค่ะที่มีความหวังความตั้งใจที่จะทำเรื่องดีๆ แต่ขอบอกเสียก่อนว่า จะลดน้ำหนักทั้งทีก็ต้องลดให้ถูกวิธี ด้วยการเลือกกินอาหารให้ถูกถ้วนตามหลักโภชนาการดีกว่าจะได้ ไม่เสียใจ เสียสุขภาพในภายหลัง
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเตือนว่า คนที่อยากลดน้ำหนักนั้นไม่จำเป็นต้องงดกินอาหารอย่างขาดสติ แต่วิธีที่ถูกที่ควรนั้นอยู่ที่การเลือกกินอาหารง่ายๆ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนักให้ได้ตามเป้าหมาย
กลอเรีย ซาง ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กล่าวว่า?ผู้หญิงมักจะตกเป็นเหยื่อมากที่สุด ในการเลือกกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ทุกวันนี้เราอาจจะยุ่ง เกินกว่าที่จะเลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ที่จริงแล้วก็มีหลักง่ายๆ ในการเลือกกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักให้ถูกวิธีได้ นั่นคือ?หลีกเลี่ยงการกินเนื้อที่ผ่านกรรมวิธี ไม่ควรงดอาหารเช้า และควรหลีกเลี่ยงการกินข้าว หรือขนมปังขัดขาวที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าเมื่องดหรือหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านั้นแล้ว ก็ควรจะกินอาหารจำพวกผักที่มีสีสันสดใส จำนวนมากๆ หน่อย เพราะในผักมีใยอาหารมากและมีแคลอรีต่ำ และถ้าอยากกินของหวาน ก็ควรเลือกของขบเคี้ยวที่เป็นผลไม้สดหรือผลไม้แห้งก็ได้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารยังแนะนำด้วยว่า ควรจะกินป๊อปคอร์น เพราะว่าเป็นอาหารที่มีกากใยและสารต้านอนุมูลอิสระ และแทบจะไม่ให้พลังงานซักกี่แคลอรีเลย แต่ถ้าจะกินป๊อปคอร์นจริงๆ กลอเรีย ซาง ย้ำว่า ต้องเลือกอย่างที่ไม่อบเนย จึงจะดีและมีประโยชน์จริง……

ยาลดความอ้วน ทางเลือกสุดท้ายของคนอยากผอม

จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรม การอาหารและยา หรือ อย. ระบุว่า ปีงบประมาณ 2546 มีปริมาณการจำหน่ายยาลดน้ำหนัก หรือ ยาลดความอ้วน ทั้งสิ้น 21,092,100 เม็ด ปีงบประมาณ 2547 จำนวน 16,359,700 เม็ด และปี 2548 จำนวน 16,199,100 เม็ด ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าปริมาณการใช้ยาลดน้ำหนักในบ้านเรามีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ แต่ว่าหลาย ๆ คนก็ยังพึ่งยาลดน้ำหนักกันอยู่ โดยไม่คำนึงถึงปัญหาและผลกระทบที่จะตามมา

เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ “X-RAY สุขภาพ” จึงมาพูดคุยกับ ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการ อย. ศ.ดร.ภักดี กล่าวว่า ยาลดความอ้วนที่ใช้กันอยู่ ในขณะนี้แบ่งเป็นกลุ่มหลัก ๆ คือ ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 2 เป็นอนุพันธ์ของแอม เฟตามีน ได้ แก่ แอมฟี ปราโมน เฟนเตอร์มีน ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ลดความอยากอาหาร ลดความถี่ของการรู้สึกหิว ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร อาการไม่พึงประสงค์ของยา คือ ปากแห้ง หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ มึนงง หงุดหงิด สั่น กระสับกระส่าย เหงื่อออก คลื่นไส้ ท้องผูก ความดันโลหิตสูง และติดยา ยาลดความอ้วนที่จัดเป็นยา ได้แก่ ยาไซบูทรามีน ยาจะออกฤทธิ์ลดความอยากอาหาร ขณะนี้อยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนเป็นยาใหม่ จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ต้องจำหน่ายโดยมีใบสั่งแพทย์ และให้ใช้ได้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น อาการไม่พึงประสงค์ของยา คือ ปากแห้ง ใจสั่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ท้องผูก มึนงง คลื่นไส้ ยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยไขมัน ทำให้ไขมันไม่ถูกย่อยเป็นกรดไขมันอิสระ และถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อย ลง ในคนที่บริโภคของมัน ๆ แต่ไม่อยากอ้วนจะทานยาชนิดนี้ จัดเป็นยาอันตรายที่ต้องจำหน่ายในร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น อาการไม่พึงประสงค์ของยา คือ ท้องอืด ไม่สบายท้อง ปวดท้อง กลั้นอุจจาระไม่ค่อยได้ ร่างกายขาดวิตามินที่ละลายในไขมัน สำหรับยาลดความอ้วนที่นิยมใช้จัดอยู่ในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภทที่ 2 แต่ในการลดความอ้วนมักจะได้รับยาตัวอื่นเพิ่มเติม จากการสำรวจของกองควบคุมวัตถุเสพติด พบว่า มีการจ่ายยาลดความอ้วนจากสถานพยาบาลเอกชนโดยจัดไว้เป็นชุด ๆ ให้รับประทานเหมือนกันในแต่ละวัน โดยยาลดความอ้วน 1 ชุดจะประกอบไปด้วยยาประมาณ 1-6 รายการ จากกลุ่มยาดังต่อไปนี้
1.กลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 ได้แก่ แอมฟีปราโมน เฟนเตอร์มีน
2.ฟลูอ็อกซิติน (Fluoxetine) โดยปกติใช้เป็นยาต้านอาการซึมเศร้า แต่มีผลข้างเคียงในการช่วยทำให้ไม่อยากอาหาร จึงถูกนำมาใช้ในยาชุดลดความอ้วน
3.ธัยรอยด์ฮอร์โมน จะทำให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกายเพิ่มขึ้น ยากลุ่มนี้มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ใจสั่น ความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตายได้
4.ยาขับปัสสาวะ ยาจะทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลเสียต่อร่างกาย โดยอาจสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือด และระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ระดับแคลเซียมในเลือดสูง กรดยูริกในเลือดสูงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นตะคริว หัวใจเต้นผิดจังหวะ
5.ยาถ่ายหรือยาระบาย จะกระตุ้นทำลำไส้ให้บีบตัวทำให้ถ่ายมากหรือบ่อยขึ้น ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผอมลงเร็วเนื่องจากน้ำหนักลดหลังจากใช้ยา
6.วิตามิน ยานี้ให้เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้ยาคือการขาดวิตามินเนื่องจากรับประทานอาหารน้อยลงและการใช้ยาระบาย
7.ยากลุ่ม บีต้า บล็อกเกอร์ (b-blockers) ยาจะลดอาการใจสั่นที่เป็นผลข้างเคียงของยากลุ่มอนุพันธ์แอมเฟตามีน และธัยรอยด์ฮอร์โมน ยากลุ่มนี้ปกติจะใช้เพื่อการรักษาความดันโลหิตสูง ยาออกฤทธิ์ยับยั้งประสาทกระตุ้นระบบการทำงานของหัวใจ (sympsthomimetic effect) ที่หัวใจ จะลดจำนวนเลือดที่จะบีบออกจากหัวใจในแต่ละครั้ง (cardiac output) ลดอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น
8.ยานอนหลับ เนื่องจากผลข้างเคียงของยากลุ่มอนุพันธ์แอมเฟตามีน ซึ่งกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้นอนไม่หลับ จึงมีการจ่ายยานี้ร่วมด้วย การใช้ยาลดความอ้วนจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เนื่องจากเป็นยาที่มีข้อควรระวัง
ข้อห้ามใช้มากมาย และมีผลข้างเคียงหลายอย่าง จึงไม่แนะนำให้ซื้อมาทานเอง ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจใช้ยาลดความอ้วน ควร ตรวจสอบก่อนว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ สามารถใช้การคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยความสูง (หน่วยเป็นเมตร2) คนที่มีน้อยกว่า 20 จัดว่าผอม เกิน 25 ขึ้นไปถือว่ามีน้ำหนักตัวเกิน อาจต้องออกกำลังกาย ควบคุมอาหารให้มากขึ้น แต่ถ้าเกิน 30 ขึ้นไปจึงจะเข้าข่ายโรคอ้วน ผมอยากแนะนำให้ใช้วิธีอื่นในการลดน้ำหนักก่อน เพราะการใช้ยาแม้ว่าจะเห็นผลในระยะสั้น แต่ถ้าหยุดใช้ยาเมื่อใด ก็จะทำให้น้ำหนักกลับคืนมาดังเดิมหรือมาก กว่าเดิม อีกทั้งการใช้ยาลดความอ้วนมีข้อจำกัดใช้เกิน 6 สัปดาห์จะไม่ได้ผลแล้ว นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงสูงจากผลข้างเคียงของยา ซึ่งเกิดขึ้นกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางทีอาจเห็นว่าเพื่อนใช้ไม่เป็นไร แต่ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน บางทีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงไม่เกิดกับคนอื่น แต่อาจเกิดกับเราก็ได้ อยากให้ใช้การควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกาย น่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

กินอย่างไร ไม่อ้วน ไม่แก่ แบบชาวญี่ปุ่น

หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า คนญี่ปุ่นนั้นสามารถครองแชมป์อายุยืนยาวที่สุดในโลกนานถึง 20 ปี คนอ้วนก็มีน้อยมาก ทั้งที่เป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์ในเรื่องของการทานอาหาร จนเกิดความสงสัยว่าทำไมคน ในประเทศนี้ถึงสุขภาพดี จนมีผลงานวิจัยออกมาว่าเป็นเพราะการทานอาหารนั่นเอง
-> อาหารญี่ปุ่นไม่ผ่านการปรุงมาก คนญี่ปุ่นนั้นชอบทานอาหารรสชาติที่เป็นธรรมชาติ ชอบมานอาหารสด เฃ่น ปลาดิบ สาหร่ายคอมบุ และสาหร่ายโนริ ซึ่งมีโอดีนสูงมา และทำในแต่ละมื้อเพียงเล็กน้อยแค่พอทานเท่านั้น โดยจะใช้วิธีการนึ่ง ย่างบนกระทะ ต้มหรือ ผัดแบบเร็วๆ ด้วยความร้อนสูง ซึ่งวิธีการเหล่านี้ สามารถช่วยรักษาคุณค่าสารอาหารไว้ได้มากที่สุด
-> มีพื้นฐานอาหารอยู่ 5 อย่าง อาหารที่ทานในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ข้าว ปลา ถั่วเหลือง ผักและผลไม้ คนญี่ปุ่นนั้นจะชอบทานปลา หัวไวเท้า และสาหร่าย นอกจากนี้ยังชอบทานเต้าหู้ที่แปรรูปมาจากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นอาหารที่มีคลอเลสตอรอลต่ำ และปราศจากไขมันอิ่มตัว ไม่เหมือนในเนื้อแดง ผลิตภัณฑ์จากนมและเนย
-> ทานอาหารหลากหลายพร้อมกับข้าว ตัวอย่างชัดๆ คือ ข้าวกล่องแบบญี่ปุ่นที่มีอาหารหลายช่องอย่างละเล็กน้อย จะช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานแบบเผาผลาญได้มากขึ้นเนื่องจากความหลากหลายของอาหาร ซึ่งเป็นการกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานตลอดเวลา ทำให้ไม่มีไขมันสะสมในร่างกายซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ
-> ใช้ตะเกียบในการทานอาหาร วิธีนี้ได้ผ่านการทดสอบแล้วว่าทำให้ทานอาหารได้น้อยลงกว่าปกติ เนื่องจากสมองสามารถรับรู้ความอิ่มหลังจากที่ร่างกายอิ่มไปแล้วประมาร 10 นาที เมื่อเราทานอาหารช้าลงก็จะอิ่มเร็วขึ้น ทำให้ไม่ต้องทานอาหารจนเกินความต้องการของร่างกาย -ใช้ภาชนะใส่อาหารขนาดเล็ก คนญี่ปุ่นนั้นมีจิตวิทยาที่ว่า ถ้าเห็นอาหารเต็มชาม แม้ว่าจานชามจะมีขนาดเล็กว่าปกติ ก็สามารถทำให้อิ่มเร็วขึ้น เพราะฉะนั้น อาหารญี่ปุ่น มักจะเสิร์ฟเป็นจานเล็กๆ และคุ้นเคยกับอาหารปริมาณ น้อยที่อยู่ในจาน มักทานอาหารอย่างช้าๆ ค่อยๆ ลิ้มรสชาติอาหารนั้น
-> คนญี่ปุ่นเป็นราชาแห่งอาหารเช้า อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญ ซึ่งคนญี่ปุ่นจะไม่ทานขนมปังแทนข้าวเช้า ไม่นิยมทานเบคอน หรือซีเรียลที่มีน้ำตาลสูง อาหารเช้าของชาวญี่ปุ่นนั้นจะประกอบด้วย ข้าว ไข่ ปลาย่าง เต้าหู้ มิโซะซุป สาหร่ายและชาเขียว
-> ทานขนมหวานอย่างถูกวิธี แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มีร้านเบเกอรี่อยู่มากมาย และวัยรุ่นญี่ปุ่นก็ชื่นชอบการทานช็อกดกแลต ไอศกรีม คุกกี้และเค้กต่างๆ แต่จะทานในช่วงเทศกาลเท่านั้น โดยทานเป็นชิ้นเล็กๆ สังเกตว่าเค้กญี่ปุ่นจะชิ้นเล็กกว่าเค้กยุโรปมาก ทำให้ในแต่ละวันร่างกายได้รับของหวานเพียงเล็กน้อย
-> ดื่มชาเขียวไร้น้ำตาลแบบอุ่นๆ ปัจจุบันคนญี่ปุ่นเปลี่ยนจากการดื่มชาดั้งเดิมมาดื่มชาเขียวกันมากขึ้น เพราะมีการศึกษาพบว่า ชาเขียวมีสารเคทชินโพลิฟีนอล ซึ่งเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญแคลอรี่ นอกจากนี้ชาเขียวยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยชะลอความแก่ และทำให้สุขภาพดีขึ้นอีกด้วย

วิธีไดเอตเพื่อหุ่นสวย

ใครที่อยากหุ่นสวย สุขภาพดี วันนี้มีวีธีไดเอตมาบอก...
- ดื่มน้ำส้มคั้นสด เพราะมีวิตามินที่ช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญ มีเส้นใยธรรมชาติ ช่วยคุมน้ำหนักได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็ว
- ทานอาหารจำพวกธัญพืช (ชนิดไขมันต่ำ) ธัญพืชเหล่านี้ อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ ระบบจะย่อยช้า ๆ เข้าสู่ร่างกาย ทำให้รู้สึกอิ่มท้องนาน
- เคลื่อนไหวร่างกาย หลังเลิกงาน อาจเรียกเหงื่อด้วยการเดินเล่น หรือวิ่ง หากมีเวลาอาจเล่นกีฬาที่ชอบสักครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง (การเคลื่อนไหวเร็ว ๆ จะเผาผลาญได้ 140 แคลอรีในครึ่งชั่วโมง) เคี้ยวอาหารช้าๆ เพราะการทานเร็ว จะทำให้ทานมากเกินอัตราโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารหลัง 6 โมงเย็น หรือช่วงเวลากลางคืน - ทานผัก-ผลไม้ เพราะผักให้พลังงานน้อย แต่ให้สารอาหารมาก ส่วนผลไม้ เลือกทานที่ให้พลังงานต่ำ เช่น ฝรั่ง มะม่วง ชมพู่ แตงโม แคนตาลูป เลี่ยงผลไม้หวานจัด ให้พลังงานสูง คนที่อยากลดความอ้วน ควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ให้พลังงานสูง ย่อยยากเพียงเท่านี้ ก็จะทำให้มีหุ่นสวย สุขภาพดีได้แล้ว.

มะนาว สุดยอดตัวช่วยลดน้ำหนัก

เราเก็บเคล็ดลับ ดี ๆ จากคอลัมน์ The Lemon Juice Diet ของหนังสือ New Book ที่นักเขียนสาว เธเรซา เชียง ได้ให้คำแนะนำกับปัญหาโรคอ้วน ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรับประทานมะนาว เชียงกล่าว ว่า "มีเหตุผลมากมาย ที่ทำให้ผู้หญิงต้องต่อสู้กับน้ำหนักตัวที่มากจนเกินไป หนึ่งในนั้นคือปัญหาของระบบย่อยอาหารที่ทำงานไม่เป็นปกติ ซึ่งนั่นก็คือธรรมเนียมของการลดน้ำหนัก ที่อาจทำให้สาว ๆ ต้องเสี่ยงกับความทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิต จะ ถึงอย่างนั้นก็ตาม มันยังมีตัวช่วยที่วิเศษมาก ๆ นั่นคือ มะนาว ที่มีสรรพคุณช่วยในการลดน้ำหนักอย่างดียิ่ง ทั้งน้ำและเปลือก ที่จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ยิ่งถ้าหากคุณเป็นคนที่ดูแลสุขภาพ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยแล้ว เมื่อใดที่คุณอ้วนขึ้นมา มะนาวจะช่วยให้น้ำหนักของคุณลดลงได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ" มีผลงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า หากระบบย่อยอาหารของคนเราทำงานไม่เป็นปกติ ต่อให้หักโหมลดน้ำหนักแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ เพราะระบบย่อยอาหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายไม่สามารถรับสารอาหารที่จำเป็นในการเผาผลาญไขมัน ซึ่งมันทำให้เกิดสารพิษตกค้างในร่างกาย และขจัดออกไปได้ยากและช้าลงอีกด้วย ใน เมื่อ "มะนาว" ช่วยในระบบการย่อยอาหาร และสกัดสารพิษได้เป็นอย่างดี พลังจากผลไม้ธรรมชาติ อย่าง "มะนาว" จึงถูกกล่าวขานว่ามีสรรพคุณในการลดความอ้วนได้อย่างดีที่สุด โดย "มะนาว" อุดม ไปด้วยกรดไซตริก (7-8% คือสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกๆ ประเภท) และเชียงยังระบุอีกด้วยว่า หากมะนาวถูกนำมาผสมรวมกับโปรตีนและกรดอื่น ๆ ก็จะยิ่งช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะทำงานได้ดียิ่งขึ้น ในคอลัมน์ The Lemon Juice Diet ยังออกมาสนับสนุนให้ประชาชนวางแผนเมนูการทำอาหารในแต่ละมื้อว่า ต้องมีมะนาวรวมอยู่ด้วย หรือดัดแปลงรสชาติอาหารให้มีรสเปรี้ยวถูกปากมากยิ่งขึ้น โดยกล่าวว่า หากคุณทำตามกฎหลักทั้ง 3 ข้อนี้ คุณจะน้ำหนักลดลงได้ดั่งใจปรารถนา 1. ดื่มน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นทุก ๆ เช้า เพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานดียิ่งขึ้น มะนาวเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด ไม่เพียงแต่จะดีสำหรับช่วยลดไข้ได้ แต่มันยังมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา แนะนำมาว่า ใครที่กินผลไม้และผักที่มีวิตามินซีในปริมาณที่มาก จะมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และจะช่วยให้น้ำหนักลดได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมะนาวยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมให้กักเก็บเอาไว้ในเซลล์ไขมัน ผลวิจัยยังแสดงอีกว่า แคลเซียมที่มีอยู่ในเซลล์ไขมันปริมาณมาก ๆ จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น 2. รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ชนิด เพราะผักและผลไม้ทุกประเภท จะมีปริมาณแคลอรีที่น้อยมาก แต่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใย และสารอาหารที่ครบครัน จะช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยให้ระบบประสาททำงานอย่างสงบลง 3. ปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด โดยการบีบน้ำมะนาวลงไปในมื้ออาหารทุกมื้อ หรือผสมเปลือกมะนาวลงไปในซุปหรือสลัด และบีบมะนาวเพียงเล็กน้อยโปรยลงบนเนื้อปลา และเนื้อไก่ก่อนรับประทาน แล้วจะรู้ว่ามะนาวคือเส้นใยที่มหัศจรรย์ที่สุด เพราะมะนาวจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วย นอกจากนี้ผลการศึกษาของวิทยาลัย Journal of the America College of Nutrition รายงานว่า คาร์โบไฮเดรตที่พบในผิวเปลือกของมะนาว จะสามารถกำจัดความอยากกินให้ลดลงได้ถึง 4 ชั่วโมง เปลือกมะนาวเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ที่ดีที่สุด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารสามารถดูดซึมน้ำตาลได้เร็วยิ่งขึ้น หลังจากที่คุณกินมัน คุณจะรู้สึกอิ่มไปอีกนานเลยทีเดียว ใครจะคิดว่า "มะนาว" จะมีประโยชน์และสรรพคุณในการลดน้ำหนักที่ให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่ง ที่พิเศษไปกว่านั้นคือมันทำให้เรากินเนย โปรตีน ช็อกโกแลตและไอศกรีมได้อย่างสบายใจ คุณสามารถกินได้เท่าที่ใจอยากจะกิน โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องของแคลอรี

ยาลดความอ้วน ควรใช้เมื่อไร ?

เมื่อไรจึงจะเรียกว่าอ้วน ง่ายที่สุดถ้าไม่มีเครื่องชั่งน้ำหนัก หรือเครื่องมืออย่างอื่น คือ ดูพุงตนเอง ถ้ามีพุง หรือโดยเฉพาะถ้าวัดรอบพุง (ตรงสะดือ) แล้วพบว่าใหญ่กว่าสะโพก (waist hip ratio) ก็ถือว่าอ้วนแล้ว แต่ถ้าเอาตามหลักสากลนิยม คือ ต้องตรวจหาดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) ซึ่งก็คือน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรกำลังสอง เช่น ผมที่มีน้ำหนักตัว 80 กก. สูง 1.78 เมตร
จะมี BMI เท่ากับ 80 หารด้วย 1.782 ซึ่งก็คือ 25.25 ค่าปกติของ BMI ตามคำนิยามขององค์การอนามัยโลกคือ 18.5-24.9 มากกว่านี้นิดหน่อยยังไม่เรียกว่าอ้วน เพียงแต่เรียกว่ามีน้ำหนักเกินหรือ overweight เท่านั้น ถ้าเกิน 29.9 จึงจะเรียกว่าอ้วน แต่เนื่องจากคนไทยและชาวเอเชียมีโครงสร้างที่เล็ก องค์การอนามัยโลกจึงกำหนดค่าปกติเป็น 18.5-23
การที่เราจะอ้วนอาจกล่าวได้โดยสรุปว่า เรารับประทานอาหารมากกว่าที่เราเอาไปใช้เป็นพลังงาน ทำให้สารอาหารที่เหลือถูกสะสมไว้ในรูปแบบของไขมัน ร่างกายของเราจะเผาผลาญพลังงาน 3 วิธี คือ หนึ่ง สำหรับความเป็นอยู่, ชีวิตประจำวันของเรา (basic) สอง ใช้ในการเผาผลาญอาหาร และสาม ใช้ในการออกกำลังกาย ฉะนั้นการที่จะลดความอ้วน เราจะต้องใช้พลังงานมากกว่าที่รับประทาน จำไว้ว่าเราไม่ได้อ้วนภายในวันเดียว เราจึงต้องไม่ลดน้ำหนักภายในวันเดียว
วิธีการลดน้ำหนักคือ รับประทานน้อยกว่าที่ออกกำลังกาย อาหารที่ควรรับประทานถ้าต้องการลดน้ำหนักคือ ผัก เห็ด ถั่ว เต้าหู้ ปลา เป็นหลัก พยายามไม่รับประทานแป้งและของหวาน เช่น ข้าว ขนมปัง มันฝรั่ง เค้ก ขนมหวาน น้ำหวาน น้ำตาล กะทิ มันสัตว์ หนังสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ง่ายที่สุดคือ เดินเร็วๆ ทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง ถ้าไม่เคยทำควรปรึกษาแพทย์ก่อน
เมื่อไรจึงจะใช้ยาลดความอ้วน หลักการง่าย ๆ คือ หนึ่ง ต้องอ้วนจริง ๆ เท่านั้น คือมี BMI ประมาณ 30 กก/ม2 หลังให้การรักษาด้วยการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างน้อย 3 เดือน หรือถ้ามี BMI ประมาณ 27 กก/ม2 หลังให้การรักษาด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง และประเด็นที่สำคัญคือ ยาลดความอ้วนไม่ควรใช้ในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี หรือสตรีตั้งครรภ์ โปรดอย่าใช้ยาลดความอ้วน โดยไม่จำเป็น เพราะมีผลเสียมากกว่าผลดีครับ

20 วิธีลดหุ่นให้เข้าที่

1. ใช้จานชามสีเข้มขรึม เนื่อง จากภาชนะใส่อาหารที่มีสีสดใสจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น ดังนั้นเพื่อสกัดกั้นความอยากเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่มลงมือกิน จึงควรจัดอาหารใส่ไว้ในภาชนะสีเข้มๆ อย่างเช่น สีดำ หรือสีน้ำเงินเข้ม จะเป็นการดีกว่า
2. รับประทานผักมากๆ แบ่ง สัดส่วนการรับประทานอาหารในแต่ละวันของคุณออกเป็น 4 มื้อ และสามในสี่มื้อนั้นควรเป็นอาหารประเภทผักล้วนๆ คิดเสียว่าอย่างไรผักก็มีประโยชน์ และหากอยากลดหุ่นให้ได้จริงๆ ข้อนี้ห้ามละเลย
3. ดื่มน้ำเย็นๆ เพราะ น้ำเย็นๆ จะช่วยให้ร่างกายต้องดึงพลังงานความร้อนในตัวออกมาเพื่อปรับอุณหภูมิของน้ำ นั้นให้เหมาะสมกับอุณหภูมิในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ขณะที่เราได้ดื่มน้ำเย็นๆ ร่างกายจึงต้องเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น
4. กินแต่อาหารที่ไม่ติดมัน อาหาร ประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน หมูสามชั้นทอดกรอบ กุนเชียง กากหมู หนังไก่หรืออาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน ควรจะงดเว้นให้เด็ดขาด หากยังไม่อยากสูญเสียทรวดทรงองค์เอวอันสวยงามสมส่วน
5. เลือกกินของหวานอย่างเหมาะสม ขนม หวานๆ อย่างทองหยิบ ฝอยทอง หม้อแกง เค้กหรือช็อกโกแลตเป็นของหวานที่อุดมไปด้วยนม เนย ไข่ และน้ำตาล แถมเวลาได้รับประทานแล้วจะรู้สึกเพลิดเพลินมีความสุข ทำให้ทานชิ้นเดียวหยุดไม่ได้ ฉะนั้นหากต้องการลดน้ำหนักก็จงตัดอกตัดใจเสียเถอะ ทางที่ดีควรหันมารับประทานลูกพลับ หรืออินทผลัมอบแห้งจะสามารถช่วยป้องกันอาการอยากของหวานเหล่านั้นได้
6. งดใส่ครีมในกาแฟ แม้ ครีมเทียมจะทำให้รสชาติของกาแฟกลมกล่อมขึ้น แต่คิดดูสิ ครีมเทียมเพียง 1 กรัม สามารถให้พลังงานสูงถึง 9 แคลอรี แล้วกาแฟที่คุณดื่ม ใส่ครีมกี่ช้อนต่อแก้ว ถ้าวันหนึ่งคุณดื่มกาแฟสัก 3-4 แก้ว ร่างกายจะได้รับแคลอรี่โดยไม่รู้ตัวมากมายขนาดไหน
7. สลัดน้ำข้น ไขมันเพียบ! คุณ บอกว่ารับประทานแต่สลัด แต่ทำไมยังอ้วนอีก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะน้ำสลัดที่คุณเลือกรับประทาน ล้วนเป็นน้ำสลัดข้นๆ ที่อุดมไปด้วยครีมนม และไขมันนม ถ้ารับประทานอย่างนี้แล้ว จะผอมได้อย่างไรละคะ
8. ซดน้ำแกงจืดก่อนอาหาร เป็น ความคิดที่ดีที่จะจัดการกับน้ำแกงจืดหรือไม่ก็ดื่มน้ำสักแก้วสองแก้วก่อนรับ ประทานอาหาร ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณรู้สึกอิ่มกับอาหารตรงหน้า แต่ถ้าหากยังสามารถกินอาหารได้อีก ก็จะกินได้ในปริมาณที่น้อยลง
9. เลือกกินข้าวกล้องแทนข้าวขาว ข้าว เป็นอาหารหลักที่เราต้องรับประทานเกือบทุกมื้ออยู่แล้ว และถ้าหากได้รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว เราก็จะไม่ได้เพียงแค่คาร์โบไฮเดรตเฉยๆ แต่ยังได้ทั้งวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ มากมายจากเยื่อหุ้มและจมูกข้าวที่ไม่ได้ถูกขัดสีออกไปด้วย
10. เลิกนิสัยกินจุบกินจิบ อย่า สร้างความเคยชินให้กับตัวเองด้วยการกินนั่นกินนี่ไม่เป็นเวล่ำเวลาอยู่ เรื่อยไป แต่ควรกินอาหารเป็นมื้อเป็นคราวเท่านั้น โดยเฉพาะเวลานั่งอยู่หน้าจอทีวีไม่ควรหาขนมกรุบกรอบ อาทิเช่น มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบหรือคุ้กกี้ กินไปดูทีวีไปตลอดเวลา เพราะจะทำให้กินเพลินจนลืมเรื่องอ้วน11. หาเพื่อนร่วมลด การ ลดน้ำหนักคนเดียว บางครั้งอาจทำให้รู้สึกท้อแท้ แต่ถ้ามีเพื่อนหัวอกเดียวกันที่มุ่งมั่นจะรีดไขมันส่วนเกินออกจากชีวิต เหมือนกัน จะช่วยทำให้มีกำลังใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยๆ คุณก็ยังรู้สึกว่า "ฉันไม่ได้เป็นคนอ้วนที่ต้องลดน้ำหนักอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย"
12. ดินเนอร์ใต้แสงเทียน ภายใต้แสงเทียนนอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูโรแมนติกขึ้นแล้ว ท่ามกลางแสงสลัวๆ แบบนั้นยังทำให้ความอยากอาหารลดน้อยลงอีกด้วย
13. อาหารมื้อเช้า อาหาร มื้อไหนๆ ก็ไม่สำคัญเท่ากับมื้อเช้า ทั้งนี้เพราะช่วงเวลาตั้งแต่ 6 โมงถึง 10 โมงเช้า เป็นช่วงที่ระบบการเผาผลาญสารอาหารภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สูงสุด ดังนั้นจึงควรกินอาหารเช้าใด้เต็มที่ ส่วนมื้อเย็นให้กินแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
14. ไม่กักตุนอาหารเต็มตู้เย็น ทั้งนี้เพราะจะทำให้คุณหาของกินได้ง่ายและสะดวกสบายเกินไป ยิ่งมีของกินในตู้เย็นมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งกินตามใจปากมากขึ้นเท่านั้น
15. ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน ผล ไม้อย่างแอปเปิ้ล ส้ม ฝรั่ง กีวี สตรอเบอร์รี่ สับปะรด มะม่วงหรือมะเขือเทศ นับเป็นผลไม้ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รักษาหุ่นอย่างแท้ จริง เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งวิตามินซีคุณภาพสูงจากธรรมชาติแล้ว
16. ดื่มตบท้ายด้วยชามะนาว หลัง อาหารแต่ละมื้อควรดื่มชามะนาวตบท้าย จะสามารถช่วยชะล้างปากจากอาหารคาว หรืออาหารมันๆ เลี่ยนๆ ได้ดีกว่าดื่มน้ำเปล่าธรรมดา แถมยังสามารถช่วยยุติความอยากอาหารเรื่อยเปื่อยของคุณอย่างได้ผลด้วย
17. ออกกำลังกาย การ ออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรีให้กลายเป็นพลังงาน ได้คราวละมากๆ ฉะนั้นจึงควรเตือนตัวเองให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ซึ่งนอกเหนือจากเล่นกีฬาเป็นงานอดิเรกแล้ว ก็ควรหมั่นฝึกตนให้เป็นคนชอบเดิน ชอบทำงานบ้าน และชอบขึ้นลงบันได
18. กิจวัตรแรกสุดของทุกๆ วัน หลัง จากตื่นนอนตอนเช้า กิจวัตรแรกสุดที่ควรทำทันทีก็ไม่ใช่อะไรอื่น นั่นก็คือดื่มน้ำให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถดื่มได้ ทั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นขึ้น และช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทั้งหนักทั้งเบาทำงานได้อย่าง คล่องตัว
19. ชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้ง เมื่อ ปฎิบัติได้ตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรติดตามผลการลดหุ่น ด้วยการเปลือยกายสำรวจตัวเองหน้ากระจกในห้องน้ำส่วนตัว และชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้งก็พอ ไม่จำเป็นจะต้องชั่งทุกๆ วัน เพราะการทำเช่นนั้นรังแต่จะทำให้รู้สึกเครียดและคับข้องใจที่น้ำหนักไม่มี การเปลี่ยนแปลงให้เห็นผลได้ทันตา
20. อย่าลืมให้รางวัลกับตัวเอง หลัง จากที่สามารถขจัดไขมันส่วนเกินในร่างกายให้ลดลงไปได้สำเร็จ (แม้จะลงไปเพียงเล็กน้อยก็ตาม) คุณก็สามารถจะให้รางวัลกับตัวเองด้วยการไปนวดหน้า นวดตัว ขัดผิวและบำรุงผิว เพียงเท่านี้หน้าตาและผิวพรรณคุณก็จะแลดูสดใสและปิ๊งปั๊งขึ้นมาทันตาเห็น

สูตรลดน้ำหนัก : 9 กิโลกรัม ใน 1 สัปดาห์

สำหรับสูตรนี้ ต้องงดของมัน ของทอดด้วยนะคะ ก่อนรับประทานอาหารทุกมือ ควรดื่มน้ำก่อน 2 แก้ว
ควรนอนเวลา 1ทุ่ม คึ่ง ตื่น ตี 5 ครึ่ง**** เวลา ทานอาหารที่ดี *****เช้า เวลา 7.30 - 9.00 น.กลางวัน เวลา 11.30-12.30น.เย็น เวลา 15.00-16.30 น.
วันที่ 1
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น : สลัดผัก
วันที่ 2
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น : สลัดผัก
วันที่ 3
เช้า : กาแฟไม่ใส่น้ำตาล หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (หมู, เนื้อ )
เย็น : สลัดผัก
วันที่ 4
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือกาแฟดำและขนมปัง 1 แผ่น
กลางวัน : สลัดผัก และไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น : โยเกิร์ต 1 ถ้วย
วันที่ 5
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือ กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน : ส้มตำ และไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น : สลัดผัก
วันที่ 6
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือ กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน : ปลานึ่ง หรือ ปลาเผา ไม่จำกัด
เย็น : สลัดผัก
วันที่ 7
เช้า : ข้าว 1 ทัพพี และเนื้อ 1 ชิ้นหรือไข่ต้ม 1 ฟอง
กลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (หมู, เนื้อ)
เย็น : สับปะรด 1 ชิ้น

การลดน้ำหนักตามสูตรนี้นั้น บางคนอาจลดได้มาก ได้น้อย แล้วแต่สรีระ และแล้วแต่กิจกรรมที่ทำในแต่ละวันโดยส่วนตัวดิฉันลดได้ 5 กิโลเพราะกิจกรรมที่ทำนั้นไม่ค่อยได้เผาผลาญเท่าไร แต่ถ้าจะให้ดี ควรออกกำลังกายควบคู่กับการควบคุมอาหารไปด้วย การปรับสูตร สามารถปรับได้ตามต้องการ แต่ควรคำนึงว่า ต้องรับประทานอาหารวันนึงให้ครบ 5 หมู่ด้วยค่ะ

One Day Menu เมนูลดน้ำหนัก

มื้อเช้า :
เต้าหู้หลอดกวน ใส่ต้นหอม
มะเขือเทศ (ใช้เต้าหู้1/2 หลอด)
ขนมปังโฮลวีท 2 แผ่น
ทาเนยถั่วหรืองาบด 1 ช้อนโต๊ะ
กล้วยน้ำว้า 1 ลูก
กาแฟใส่นมพร่องไขมัน ½ ถ้วยตวง
มื้อเที่ยง :
ขนมจีนน้ำยา 1 ชาม
ผักตามชอบ
แก้วมังกร 1/2 ผล
มื้อบ่าย :
อัลมอนด์ 10 เม็ด
มื้อเย็น :
สลัดยำปลาทูน่า 1 จาน ใช้ปลาทูน่าแพ็คในน้ำ ½ กระป๋อง
มะม่วงสุก 1 ผล
นมพร่องไขมัน 1 ถ้วย
เมนูนี้ให้พลังงาน 1,200 แคลอรี่ พลังงานที่ต้องการในการลดน้ำหนักจะแตกต่างกัน ในแต่ละคน ซึ่งคนส่วนมากได้รับพลังงานต่ำไปกว่า 1,200 แคลอรี่ ถ้าใครตัวสูงหรืออกกำลังกายมาก แนะนำให้เพิ่มพลังงานเป็น 1,500-1,800 แคลอรี่ต่อวัน
อย่าลืมว่าการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วโดยควบคุมจนมากเกินไป ปฏิเสธอาหารที่ตนชอบจะไม่ได้ผลในระยะยาว ควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย แต่ในปริมารที่พอเหมาะ จะทำให้น้ำหนักค่อยๆ ลง มีสุขภาพที่ดีด้วย

ลดน้ำหนักได้...ไม่ต้องอด

เซลลูไลท์ที่ขา สะโพกที่ใหญ่ ไขมันที่หน้าท้องเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์สำหรับสาวๆ ใครมีไขมันส่วนเกินก็กลัวว่าจะใส่เสื้อผ้าที่แอบเซ็กซี่นิดๆ แล้วไม่สวย จึงหันไปไดเอท อดอาหาร ออกกำลังกายหักโหม เพื่อรีดไขมันพวกนี้ออกไป แต่ผู้ที่เริ่มไดเอท ส่วนมากก็จะเลิกไดเอทเอาง่ายๆ น้ำหนักที่ลดลงกลับเพิ่มขึ้นมาใหม่ และอาจมากกว่าเดิม
คงจะเคยได้ยินคนที่กำลังลดน้ำหนักพูดว่า “ทำไม่ได้เพราะอดใจไม่ไหว” หรือ “ตบะแตก” กันบ้าง นั่นเป็นเพราะอดอาหารมากเกินไป โดยเฉพาะห้ามตนเองกินสิ่งที่ชอบ อาหารช่วงไดเอทอาจซ้ำซากจำเจ เมื่ออดมากๆ ตลอดทั้งวัน ทำให้ไม่มีแรง รู้สึกหิวโหยในช่วงเย็น และลงเอยโดยการกินทุกอย่างที่ขวางหน้า สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เสียความมั่นใจในตนเอง วงจรของการลดน้ำหนักเป็นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
มาเลิกไดเอทกันเถอะค่ะถ้าคุณเผชิญกับปัญหาน้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ จากการไดเอท คุณควรรู้จักวิธีจัดการกับอาหารที่ชอบ ไม่ใช่ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง คุณสามารถรับประทานอาหารที่ชอบได้ทุกวันในปริมาณที่พอเหมาะ การทำเช่นนี้จะทำให้ความอยากอาหารลดลง การลดน้ำหนักจะประสบผลสำเร็จและถาวรมากขึ้นการลดน้ำหนักเพื่อให้สุขภาพดี และประสบความสำเร็จนั้นต้องให้ความสำคัญกับ
ปริมาณอาหารที่รับประทาน
เวลาที่รับประทาน
ทำไมถึงรับประทาน
ก่อนที่จะตั้งเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนักลงเท่าใดนั้น ควรประเมินสรีระของร่างกายตนเองก่อน ผู้ที่หนัก 130 กิโลกรัม และมีไขมันในตัวมาก จะลดน้ำหนักลงได้ง่ายกว่าและเร็วกว่าผู้ที่มีกล้ามเนื้อเยอะ และต้องการลดน้ำหนักลงเพียงแค่ 5 กิโลกรัม พันธุกรรมก็มีส่วนเป็นตัวกำหนดน้ำหนักที่ควรเป็นด้วยเหมือนกัน
7 ขั้นตอนเพื่อลดไขมันส่วนเกิน
จดบันทึกอาหารที่รับประทาน และเครื่องดื่มต่างๆ อย่างน้อย 3 วัน นอกจากนี้ควรบันทึกว่าทำไมถึงรับประทาน อาจจะไม่ใช่เพราะความหิว แต่เป็นเพราะ อยาก เบื่อ เหงา เศร้า หรือหงุดหงิด งานวิจัยพบว่าผู้ที่จดบันทึกอาหารสามารถลดน้ำหนักได้ผลดีกว่าผู้ที่ไม่บันทึก การจดบันทึกนี้จะทำให้เห็นแบบอย่างลักษณะการบริโภคที่นำไปสู่ความอ้วนได้ เช่น ใช้ขนมเป็นตัวปลอบใจขณะที่รู้สึกเศร้า หรือรับประทานอาหารในช่วงวันน้อยมาก จึงทำให้หิวมากในช่วงเย็น เป็นต้น เมื่อทราบเช่นนี้จะช่วยให้มีกลยุทธ์ในการแก้ไขพฤติกรรมอย่างถูกต้อง อาจเป็นการหาวิธีอื่นที่ไม่ใช้อาหารเป็นการปลอบใจหรือเป็นรางวัล เช่น การคุยกับเพื่อน ออกไปเดินเล่น ทำสวน ทำเล็บ อาบน้ำสัตว์เลี้ยง เป็นต้น นอกจากนี้ควรบันทึกเวลาที่ออกกำลังกายด้วย เพื่อดูนิสัยการออกกำลังกาย
เน้นมื้อเช้าและมื้อเที่ยง เพราะจะทำให้มีแรงทำงาน และออกกำลังกายในช่วงเย็น ถ้าต้องการพลังงานวันละ 1300 แคลอรี่ ให้แบ่งแคลอรี่แต่ละมื้อเป็น 500-500-300 (เช้า-กลางวัน-เย็น)
รับประทานอาหารช้าๆ งานวิจัยพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินมักมีพฤติกรรมรับประทานอาหารเร็วกว่าสมองจะใช้เวลารับรู้ว่าท้องอิ่มประมาณ 20 นาที ดังนั้นการกินอาหารช้าๆ จะทำให้ได้รับรู้รสชาติของอาหารมากขึ้น ทำให้เกิดความพึงพอใจ เพลิดเพลินกับการรับประทาน ถ้าใครรู้ว่าตัวเองมีนิสัยการกินอาหารเร็วควรฝึกตนเองให้กินช้าลง โดยวางช้อนส้อมระหว่างคำ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ใช้เวลาพูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อนที่รับประทานด้วย
เลือกรับประทานที่ชอบ การปฏิเสธอาหารที่ชอบจะทำให้มีความอยากมากขึ้น จนทนไม่ไหว ควบคุมตนเองไม่ได้ และทำให้กินอาหารมากเกินควรภายหลัง แต่ถ้าอนุญาตตนเองให้กินอาหารที่ชอบที่อยากกินในปริมาณที่พอเหมาะจะทำให้ความอยากอาหารลดน้อยลงและสามารถควบคุมตนเองได้ อาจใช้วิธีแลกเปลี่ยนอาหาร เช่น ถ้าอยากรับประทานโดนัท 1 ชิ้น 200 แคลอรี่ ให้ลดปริมาณข้าวลง 2 ทัพพี และเลือกอาหารไขมันต่ำในมื้อถัดไป การวางแผนล่วงหน้าจะป้องกันการรับประทานอาหารมากเกินควร
หลีกเลี่ยงการมีขนมไว้ยั่วยวนใจ โดยการไม่ซื้อมาเก็บไว้ที่บ้าน หรือถ้าซื้อมาให้คนอื่นในครอบครัวให้เก็บไว้ในตู้ เพราะถ้าไม่เห็นก็จะไม่นึกถึง และไม่เอาเข้าปาก ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้เวลาส่วนมากอยู่ในครัว อาจพิจารณาย้ายไปห้องนั่งเล่นเพื่อทำกิจกรรมอื่นหรือเพื่อผ่อนคลาย ถ้าไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้าพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีอาหารขายเยอะๆ เวลากลับมาบ้านแทนที่จะเดินเข้าห้องครัวทันทีเพื่อหาอะไรรับประทาน ให้เปลี่ยนเส้นทางเป็นเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และพักผ่อนก่อนที่จะเข้าห้องครัว
มีแบบแผนการรับประทานที่มีความเป็นไปได้ นั่นคือมีความยืดหยุ่นกับตนเองบ้าง ชีวิตเราในแต่ละวันมีความแตกต่างกันออกไป บางวันเครียด บางวันสบาย บางวันมีงานเลี้ยง ถ้าเผลอรับประทานเยอะหน่อยที่งานเลี้ยงก็ไม่ต้องลงโทษตัวเองจะทำให้ชีวิตไม่มีความสุข ให้เลือกอาหารที่ “เบาๆ” ในวันถัดมา จะไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม
จัดตารางเวลาให้กับการออกกำลังกายและจดลงในสมุดนัด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ออกกำลังกายเป็นประจำและมีงานยุ่ง ประโยชน์ของการออกกำลังกายนั้นมีมากมาย นอกจากจะเป็นวิธีเผาผลาญพลังงานแล้วยังช่วยคลายเครียด กระชับกล้ามเนื้อและทำให้มีสุขภาพดี แต่ข้อสำคัญคือ ควรเพลิดเพลินสนุกไปกับการออกกำลังกายด้วย เพราะถ้าใช้การออกกำลังกายเป็นบทลงโทษตนเอง หรือเพื่อเพียงเผาผลาญพลังงานแล้วจะทำให้รู้สึกเบื่อและเลิกไปในที่สุด ควรเลือกกิจกรรมที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นว่ายน้ำ เดิน วิ่ง โยคะ หรือเต้นลาตินก็ตาม แนะนำให้ออกกำลังกาย 30-60 นาที 4-7 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง และป้องกันการเพิ่มน้ำหนัก
การลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่พูดกันง่ายแต่ทำกันยาก นี่อาจเป็นเพราะมีข้อมูลและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการลดน้ำหนักมากมายทำให้ผู้ที่อยากลดน้ำหนักสับสนกับข้อมูล ความเชื่อๆ ผิดอย่างหนึ่ง คือ “อาหารประเภทแป้งทำให้อ้วน” ตัวแป้งเองไม่ได้ทำให้อ้วน แต่การได้รับแคลอรี่เกินกว่าที่ใช้จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น แป้งและโปรตีนมีพลังงาน 4 แคลอรี่ต่อกรัม เทียบกับไขมันที่มี 9 แคลอรี่ต่อกรัม และแอลกอฮอล์ที่มี 7 แคลอรี่ต่อกรัม อาหารประเภทแป้งที่มีไขมันแฝงอยู่มีมากมาย เช่น ขนมปัง ขนมปังกรอบ ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ต่างๆ โรตี ขนมน้ำกะทิ ขนมทอดกรอบ และอื่นๆ อาหารประเภทแป้งที่มีไขมันสูงนี้มักมีน้ำตาลสูงด้วย และมีแคลอรี่สูง การรับประทานอาหารประเภทนี้เป็นประจำหรือในปริมาณมากนั้นจะทำให้มีพลังงานสะสม และทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ อาหารประเภทแป้งที่มีประโยชน์ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ เส้นต่างๆ เมล็ดถั่วธัญพืช มีวิตามิน แร่ธาตุและไฟเบอร์ ที่ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง ควรเลือกอาหารประเภทแป้งที่มีประโยชน์พวกนี้ เป็นส่วนมาก
วิธีลดน้ำหนักที่กำลังเป็นที่นิยมมากในตอนนี้คือ ไดเอทแบบโปรตีนสูง นั่นคือ อดอาหารประเภทแป้ง รับประทานแต่โปรตีนกับผัก วิธีลดนำหนักแบบนี้จะทำให้น้ำหนักลงได้เร็ว นั่นเป็นเพราะ
ร่างกายขับน้ำออกมามาก คาร์โบไฮเดรตหรือแป้งทำให้กล้ามเนื้อกักน้ำไว้ เมื่อมีแป้งน้อยน้ำในกล้ามเนื้อจะน้อยลงตามด้วย
เมื่ออดอาหารประเภทแป้ง แคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวันจะลดลงด้วย ไม่เพียงแต่งดขนมปัง 2 แผ่น (160 แคลอรี่) เท่านั้น แต่คุณสามารถตัดแคลอรี่จากเนย 2 ช้อนชา (90 แคลอรี่) ที่ตามมาด้วย
อาหารประเภทโปรตีนทำให้คุณรู้สึกอิ่มท้องนาน เพราะใช้เวลาในการย่อยนานจึงทำให้ไม่หิวบ่อย จนกระทั่งคุณมีความอยากอาหารประเภทแป้งอีก ซึ่งก็อาจทำให้คุณเลิกไดเอทได้ง่ายๆ เหมือนกัน มีงานวิจัยพบว่า หลังจาก 1 ปี ผู้ที่ลดน้ำหนักแบบโปรตีนไม่ได้มีน้ำหนักที่ลดลงแตกต่างจากผู้ที่ลดน้ำหนักแบบคาร์โบไฮเดรตสูง ไขมันต่ำแต่อย่างใด ดังนั้นผู้ที่จะลดน้ำหนักควรพิจารณาดูว่า อาหารที่ตนชอบคืออะไร ถ้าชอบรับประทานแป้งก็ไม่ควรไปอด เพราะการลดน้ำหนักจะไม่ประสบความสำเร็จ

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

กาแฟลดความอ้วน โฆษณาเกินจริง! ดื่มมากยิ่งบีบหัวใจ

"กาแฟลดความอ้วน" โฆษณาเกินจริง! ดื่มมากยิ่งบีบหัวใจ-ผสมยาอันตราย "ไซบูทรามีน" (ข่าวสด) อย.เตือนผู้บริโภค อย่าหลงเชื่อโฆษณากาแฟราคาแพง ๆ อวดอ้างสรรพคุณลดความอ้วนได้ และบางชนิดยังลอบผสมยาอันตราย น.พ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปจำนวนมาก โฆษณาว่ามีผลช่วยลดน้ำหนัก หรืออ้างว่าดื่มแล้วน้ำหนักลดใน 2 สัปดาห์ เข้าข่ายอวดอ้างเกินจริงทั้งสิ้น ดังนั้น ก่อนเลือกซื้อ ขอให้อ่านฉลากให้ถี่ถ้วน โดยต้องมีฉลากภาษาไทยแจ้งส่วนผสม ระบุชื่อผู้ผลิตอย่างชัดเจน และมีเลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย อย. "แม้ที่ฉลากจะระบุส่วนประกอบว่ามี "ไฟเบอร์คอลลาเจน แอลคาร์นิทีน" หรือ "โครเมียม" แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลวิจัยทางวิชาการยืนยันว่า สารดังกล่าวมีผลในการลดน้ำหนัก หรือทำให้ผิวสวย หรือเพิ่มความงาม ส่วนเลขสารบบอาหารที่แสดงบนฉลากอาหาร เป็นเพียงการประเมินความปลอดภัยเบื้องต้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ สถานที่ผลิต และส่วนประกอบเท่านั้น ไม่ได้รับรองการโฆษณาแต่อย่างใด และ อย.ไม่อนุญาตให้กล่าวอ้างสรรพคุณลดความอ้วน" น.พ.นรังสันต์ กล่าว รองเลขาธิการ อย.เตือนว่า การดื่มกาแฟดังกล่าว ถ้าดื่มมากอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นจากการเติมน้ำตาล ครีม หรือนม ทั้งยังทำให้หัวใจทำงานหนัก เพราะได้รับกาเฟอีนมากไป ที่ร้ายไปกว่านั้น ผู้บริโภคบางรายอาจได้รับอันตรายจากการเจือปนของยาบางชนิด ที่ลักลอบใส่ในผลิตภัณฑ์ เช่น "ไซบูทรามีน" ก่อให้เกิดผลข้างเคียง คือ ปวดศีรษะ ปากแห้ง นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นเร็วขึ้น ทั้งนี้ การลดน้ำหนักทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ด้วยการหมั่นออกกำลังกายอย่าง เหมาะสมต่อเนื่องอย่างน้อยวันละ 30 นาที ทานอาหารครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำใจให้แจ่มใส ถ้าพบปัญหาผลิตภัณฑ์กาแฟอวดอ้างเกินจริง โทรศัพท์แจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556

ยาลดความอ้วน

อ้วน อ๊วน อ้วน สาเหตุของความอ้วนส่วนใหญ่มาจากกินอาหารมากเกินไป แต่มีบ้างบางรายที่อ้วนเพราะเกิดจากความผิดปกติในร่างกาย เช่น ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ ร่างกายหลั่งอินซูลินมากไป หรือมีเนื้องอก จะลดความอ้วนได้ก็ควรต้องแก้ให้ตรงกับสาเหตุ สำหรับยาลดความอ้วนจะช่วยเรื่องอ้วน ๆ ได้อย่างไรไปฟังบทสนทนาระหว่างคุณหมอและน้อง ๆ นักศึกษากันดีกว่าค่ะ เริ่มกันด้วยความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกลุ่มของยาลดความอ้วนเลยละกัน หมอหนิง : น้อง ๆ คะยาลดความอ้วนจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือ ยาลดความอ้วนที่ออกฤทธิ์ที่ทางเดินอาหาร เป็นยาที่ยับยั้งการดูดซึมไขมันบางส่วนจากทางเดินอาหาร กลุ่มที่ 2 เป็นยาลดความอ้วนที่ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยลดความอยากอาหาร ซึ่งยากลุ่มนี้จัดเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภทที่ 2 น้องนุ้ย: คุณหมอคะ เห็นข่าวบ่อย ๆ ว่ากินยาลดความอ้วนแล้วไม่ปลอดภัย แล้วทำไมหมอยังจ่ายยาลดความอ้วนอยู่อีกล่ะคะหมอหนิง: จริง ๆ แล้วยาลดความอ้วนเป็นยาที่มีประโยชน์นะคะถ้าใช้ได้ถูกต้อง เหมาะสม แต่หากซื้อมาใช้เอง หรือแพทย์จ่ายยาไม่เหมาะสมก็อาจนำอันตรายมาสู่ผู้กินได้ โดยยาลดความอ้วนบางชนิดมีผลทำให้การดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันผิดปกติ สำหรับยาลดความอ้วนที่ออกฤทธิ์ที่สมองส่วนกลาง จะเกิดอาการข้างเคียงคือ คลื่นไส้ นอนไม่หลับ กระวนกระวาย หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ปากแห้ง ท้องผูก แต่หากใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจเกิดอันตรายถึงขั้นติดยา ขาดสารอาหารและขาดภูมิต้านทานโรค จนทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนและเสียชีวิตได้ นายช้าง : ถ้าจะใช้ยาลดความอ้วนให้เหมาะสมควรใช้ในกรณีไหนบ้างครับ หมอหนิง: ควรใช้กับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วน หรือในบุคคลที่อาจเกิดโรคแทรกซ้อนเนื่องจากความอ้วนค่ะ สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า18 ปี สตรีตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ ที่สำคัญระหว่างกินยาลดความอ้วนควรต้องควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรมการบริโภคไปด้วย เพราะเราไม่สามารถกินยาลดความอ้วนได้ตลอดชีวิต ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อหยุดใช้ยาก็จะกลับมาอ้วนเหมือนเดิมได้ ส่วนวิธีตรวจสอบว่าอ้วนหรือไม่ ก็ง่าย ๆ ค่ะ กรมอนามัยแนะนำให้วัดรอบเอวดู หากผู้หญิงมีรอบเอวมากกว่า 80 เซนติเมตร หรือผู้ชายมีรอบเอวมากกว่า 90 เซนติเมตร ถึงจะเรียกได้ว่า อ้วน ชบาแก้ว : หนูรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร หนูก็ไปคลินิกให้หมอจ่ายยาลดความอ้วนได้เลยสินะคะหมอหนิง: ใจเย็น ๆ ก่อนค่ะ ยาลดความอ้วนควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย ก่อนจะคิดใช้ยาลดความอ้วน น้องควรเริ่มจากการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทานอาหารมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน หากน้ำหนักลดลงเกินร้อยละ 10 แสดงว่าการลดน้ำหนักได้ผลดี ไม่จำเป็นต้องใช้ยา หรือหากจำเป็นต้องใช้ยาลดความอ้วน ขณะที่ใช้ยา น้ำหนักควรลดลง 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งถ้าไม่เป็นไปตามนี้แสดงว่ายาไม่ได้ผล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนยา และสำหรับยาลดความอ้วนที่จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ซึ่งช่วยลดความอยากอาหาร ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 3 เดือน เพราะประสิทธิภาพของยาจะลดลง อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และอาจมีอาการติดยาได้นะคะ ก่อนตัดสินใจใช้ยาลดความอ้วน อย่าลืมปฏิบัติตามข้อแนะนำนี้ก่อน (SFX เสียงกริ่ง) อ้าว หมดชั่วโมงแล้ว คงต้องบอกลากันแล้ว สวัสดีค่ะ

ยางรัดผมช่วยลดพุงได้ ?





เคล็ดลับของญี่ปุ่น ยางรัดผมช่วยลดพุงได้
เป็นวิธีการที่ช่วยลดความอ้วนได้โดยเฉพาะที่เอวและที่หน้าท้องให้เล็กลงได้อย่างน่าทึ่งที่สุด...แล้วยังแถมอีกด้วยนะคือไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายและไม่ต้องมานั่งอดอาหารให้เกิดความหิวกระหายทุรนทุรายให้เสียสุขภาพจิตเล่น
ลดความอ้วนแบบมีเคล็ด...: ลดได้ตั้งหลายเซ็นด้วยนะ....
เป็นวิธีการที่ช่วยลดความอ้วนได้โดยเฉพาะที่เอวและที่หน้าท้องให้เล็กลงได้อย่างน่าทึ่งที่สุด...แล้วยังแกมอีกด้วยนะคือไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายและไม่ต้องมานั่งอดอาหารให้เกิดความหิวกระหายทุรนทุรายให้เสียสุขภาพจิตเล่น ๆอีกเสียด้วย...
ใช้เวลาแค่วันละแค่ 5 นาทีเท่านั้นเอง ก็สามารถที่จะทำให้เอวหนา ๆของเเรานั้นลดลงมาเป็นเอวบาง ๆเล็ก ๆ ได้ อย่างที่ว่าไม่น่าเชื่อ... เคล็ดลับที่จะนำมาเสนอแนะให้กับทุกๆท่านลองทำกันดูในครั้งนี้ของเรานั้น เป็นเคล็ดลับที่ทำง่ายอย่างมากและที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรมากมาย...
เคล็ดที่ว่านี้จะทำโดยแค่ให้ใช้หนังยางที่ใช้สำหรับรัดผม (อย่างที่เห็นตามรูปตัวอย่างที่ เห็นในรูปภาพจะเป็นหนังยางแบบที่หนา ๆหน่อย ซึ่งรู้สึกว่าจะมีส่วนผสมที่ทำมาจากไหมพรม(ที่แนะนำนั้นก็เพื่อว่าเวลาที่จะคล้องลงไปเป็นเวลานานแล้วนั้นจะได้ไม่รู้สึกว่าเจ็บ)
นำหนังยางอย่างที่ว่านั้นมาคล้องลงไปตรงที่หัวแม่เท้าทั้งสองข้างให้เข้ามาติดกัน(อย่างที่เห็นตามรูปตัวอย่างที่แสดงไว้ในรูปที่ 1-2 )
และเมื่อคล้องลงไปแล้วก็มีข้อกำหนดนิดนึงว่าให้พยายามอย่าให้ส้นเท้าแยกออกจากกันเท่านั้นเป็นใช้ได้ แล้วทีนี้ก็ลงนอนลงไปอย่างตามสบายเลยทีเดียว...
ทำทุกๆวันและก็ทำเพียงแค่วันละแค่เพียง 5 นาทีก็พอและที่ดีที่สุดก็ตรงที่ไม่ต้องมานั่งลดอาหารให้ร่างกายต้องหิวโหยขาดอาหารจนเกิดเป็นร่างกายทรุดโทรมขึ้นมาได้..ว่าอย่างนั้น
และในเวลาที่ทำเคล็ดลับฉบับนี้นั้นมือก็ว่างจะนอนอ่านหนังสือหรือนอนกดโทรศัพท์มือถือเล่นก็ได้ตามสบายแล้วแต่จะต้องการเสียด้วย
ข้อที่ควรระวังที่มีนั้นก็จะมีเพียงว่า
1...ตอนที่ทำอยู่ถ้าเกิดอาการปวดที่ท้องน้อยขึ้นมาอย่างแรงแล้วละก็ขอให้งดการทำเสียทันที
2...อย่าทำมากเกินขนาดเป็นเวลานานเกินกว่าเวลาที่กำหนดไปมาก ๆ เป็นชั่วโมง ๆ
และในเคล็ดลับการลดความอ้วนด้วยเคล็ดในครั้งนี้เราได้ทำการทดสอบ กับคนที่ต้องการลดความอ้วนมาแล้วหลายคน(ใช้เวลาในการทำทุกวันประมาณ 2 อาทิตย์) และทุกคนก็ได้รับผลคือสามารถลดหน้าท้องและเอวให้เล็กลงมาได้อันเป็นที่น่าพอใจด้วยกันทุกคนเลย
ทำไมถึงเพียงแค่ใช้แค่ยางรัดที่ใช้รัดผมมารัดที่หัวแม่เท้าแล้วจึงลดความอ้วนที่เอวและที่หน้าท้องได้ล่ะ?
อันนี้มีเหตุผล
คนที่คิดเรื่องนี้ได้เขาค้นพบว่า การที่กระดูกบั้นเอว(โค๊ต สุ บัง) มีอาการ เบี้ยว โย้เย้(ยู กา มู) อยู่ไม่ตรงที่แน่นอน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กล้ามเนื้อบั้นเอวและหน้าท้องของเรานั้นหยุดการทำงานที่ดีไป
ดังนั้นเมื่อเราได้ใช้หนังยางรัดลงไปที่นิ้วหัวแม่เท้า ซึ่งเป็นจุดสำคัญของร่างกายที่จะไปช่วยบังคับการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้ทำงานดีขึ้นและตรงเป้าหมาย ช่วยให้กระดูกบั้นเอวของเรากลับคืนมาสู่ในที่ตั้งอันมั่นคง เป็นปกติ คือไม่เบี้ยวโย้เย้ กล้ามเนื้อหน้าท้องและรอบบั้นเอวก็จะค่อยๆแบนราบลง
เป็นเคล็ดลับที่น่าทึ่งมาก(สำหรับคนที่เอวหนา ๆ และมีหน้าท้องอึ๋มๆ ลองนำไปทำดูกับตัวเองบ้างก็ได้

ดื่มน้ำเปล่าช่วยลดน้ำหนัก

ดื่มน้ำเปล่าช่วยลดน้ำหนัก ใครที่คิดว่าตัวเองน้ำหนักเยอะ และอยากลดน้ำหนักอยู่ รู้หรือไม่ว่า การดื่มน้ำเปล่ามากกว่า 2 ลิตรต่อวัน จะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยชาไรต์ที่กรุงเบอร์ลิน พบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำได้มากถึงวันละ 2 ลิตรนั้น จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญอาหารได้เพิ่มขึ้นอีกถึงวันละ 150 แคลอรี่ ศาสตราจารย์ไมเคิล บอสชมานน์ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า เพราะน้ำที่ดื่มจะเข้าไป จะไปปลุกประสาทซิมพาเทตติก ซึ่งควบคุมการเผาผลาญอาหารของร่างกาย ทำให้ช่วยกำจัดแคลอรี่ที่ เกินลดน้อยลงไปได้ วารสารเรื่อง ?วิทยาการต่อมไร้ท่อและการเผาผลาญอาหารภายในร่างกาย? เปิดเผยว่า นักวิจัยยังได้บอกเตือนไว้ว่า ?หากจะดื่มน้ำเพื่อลดน้ำหนักนั้น ควรจะเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น หากดื่มน้ำแร่หรือน้ำอัดลม จะกลับกลายเป็นโทษได้? ใครอยากลดน้ำหนักก็ลองทำตามกันดูได้
จะพยายามหาข้อมูลหรือข้อความตามที่ต่างเกี่ยวกับวิธีการลดน้ำหนักต่าง ๆ จากสถานที่ต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ