จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรม การอาหารและยา หรือ อย. ระบุว่า ปีงบประมาณ 2546 มีปริมาณการจำหน่ายยาลดน้ำหนัก หรือ ยาลดความอ้วน ทั้งสิ้น 21,092,100 เม็ด ปีงบประมาณ 2547 จำนวน 16,359,700 เม็ด และปี 2548 จำนวน 16,199,100 เม็ด ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าปริมาณการใช้ยาลดน้ำหนักในบ้านเรามีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ แต่ว่าหลาย ๆ คนก็ยังพึ่งยาลดน้ำหนักกันอยู่ โดยไม่คำนึงถึงปัญหาและผลกระทบที่จะตามมา
เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ “X-RAY สุขภาพ” จึงมาพูดคุยกับ ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการ อย. ศ.ดร.ภักดี กล่าวว่า ยาลดความอ้วนที่ใช้กันอยู่ ในขณะนี้แบ่งเป็นกลุ่มหลัก ๆ คือ ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 2 เป็นอนุพันธ์ของแอม เฟตามีน ได้ แก่ แอมฟี ปราโมน เฟนเตอร์มีน ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ลดความอยากอาหาร ลดความถี่ของการรู้สึกหิว ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร อาการไม่พึงประสงค์ของยา คือ ปากแห้ง หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ มึนงง หงุดหงิด สั่น กระสับกระส่าย เหงื่อออก คลื่นไส้ ท้องผูก ความดันโลหิตสูง และติดยา ยาลดความอ้วนที่จัดเป็นยา ได้แก่ ยาไซบูทรามีน ยาจะออกฤทธิ์ลดความอยากอาหาร ขณะนี้อยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนเป็นยาใหม่ จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ต้องจำหน่ายโดยมีใบสั่งแพทย์ และให้ใช้ได้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น อาการไม่พึงประสงค์ของยา คือ ปากแห้ง ใจสั่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ท้องผูก มึนงง คลื่นไส้ ยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยไขมัน ทำให้ไขมันไม่ถูกย่อยเป็นกรดไขมันอิสระ และถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อย ลง ในคนที่บริโภคของมัน ๆ แต่ไม่อยากอ้วนจะทานยาชนิดนี้ จัดเป็นยาอันตรายที่ต้องจำหน่ายในร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น อาการไม่พึงประสงค์ของยา คือ ท้องอืด ไม่สบายท้อง ปวดท้อง กลั้นอุจจาระไม่ค่อยได้ ร่างกายขาดวิตามินที่ละลายในไขมัน สำหรับยาลดความอ้วนที่นิยมใช้จัดอยู่ในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภทที่ 2 แต่ในการลดความอ้วนมักจะได้รับยาตัวอื่นเพิ่มเติม จากการสำรวจของกองควบคุมวัตถุเสพติด พบว่า มีการจ่ายยาลดความอ้วนจากสถานพยาบาลเอกชนโดยจัดไว้เป็นชุด ๆ ให้รับประทานเหมือนกันในแต่ละวัน โดยยาลดความอ้วน 1 ชุดจะประกอบไปด้วยยาประมาณ 1-6 รายการ จากกลุ่มยาดังต่อไปนี้
1.กลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 ได้แก่ แอมฟีปราโมน เฟนเตอร์มีน
2.ฟลูอ็อกซิติน (Fluoxetine) โดยปกติใช้เป็นยาต้านอาการซึมเศร้า แต่มีผลข้างเคียงในการช่วยทำให้ไม่อยากอาหาร จึงถูกนำมาใช้ในยาชุดลดความอ้วน
3.ธัยรอยด์ฮอร์โมน จะทำให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกายเพิ่มขึ้น ยากลุ่มนี้มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ใจสั่น ความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตายได้
4.ยาขับปัสสาวะ ยาจะทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลเสียต่อร่างกาย โดยอาจสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือด และระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ระดับแคลเซียมในเลือดสูง กรดยูริกในเลือดสูงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นตะคริว หัวใจเต้นผิดจังหวะ
5.ยาถ่ายหรือยาระบาย จะกระตุ้นทำลำไส้ให้บีบตัวทำให้ถ่ายมากหรือบ่อยขึ้น ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผอมลงเร็วเนื่องจากน้ำหนักลดหลังจากใช้ยา
6.วิตามิน ยานี้ให้เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้ยาคือการขาดวิตามินเนื่องจากรับประทานอาหารน้อยลงและการใช้ยาระบาย
7.ยากลุ่ม บีต้า บล็อกเกอร์ (b-blockers) ยาจะลดอาการใจสั่นที่เป็นผลข้างเคียงของยากลุ่มอนุพันธ์แอมเฟตามีน และธัยรอยด์ฮอร์โมน ยากลุ่มนี้ปกติจะใช้เพื่อการรักษาความดันโลหิตสูง ยาออกฤทธิ์ยับยั้งประสาทกระตุ้นระบบการทำงานของหัวใจ (sympsthomimetic effect) ที่หัวใจ จะลดจำนวนเลือดที่จะบีบออกจากหัวใจในแต่ละครั้ง (cardiac output) ลดอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น
8.ยานอนหลับ เนื่องจากผลข้างเคียงของยากลุ่มอนุพันธ์แอมเฟตามีน ซึ่งกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้นอนไม่หลับ จึงมีการจ่ายยานี้ร่วมด้วย การใช้ยาลดความอ้วนจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เนื่องจากเป็นยาที่มีข้อควรระวัง
ข้อห้ามใช้มากมาย และมีผลข้างเคียงหลายอย่าง จึงไม่แนะนำให้ซื้อมาทานเอง ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจใช้ยาลดความอ้วน ควร ตรวจสอบก่อนว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ สามารถใช้การคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยความสูง (หน่วยเป็นเมตร2) คนที่มีน้อยกว่า 20 จัดว่าผอม เกิน 25 ขึ้นไปถือว่ามีน้ำหนักตัวเกิน อาจต้องออกกำลังกาย ควบคุมอาหารให้มากขึ้น แต่ถ้าเกิน 30 ขึ้นไปจึงจะเข้าข่ายโรคอ้วน ผมอยากแนะนำให้ใช้วิธีอื่นในการลดน้ำหนักก่อน เพราะการใช้ยาแม้ว่าจะเห็นผลในระยะสั้น แต่ถ้าหยุดใช้ยาเมื่อใด ก็จะทำให้น้ำหนักกลับคืนมาดังเดิมหรือมาก กว่าเดิม อีกทั้งการใช้ยาลดความอ้วนมีข้อจำกัดใช้เกิน 6 สัปดาห์จะไม่ได้ผลแล้ว นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงสูงจากผลข้างเคียงของยา ซึ่งเกิดขึ้นกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางทีอาจเห็นว่าเพื่อนใช้ไม่เป็นไร แต่ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน บางทีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงไม่เกิดกับคนอื่น แต่อาจเกิดกับเราก็ได้ อยากให้ใช้การควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกาย น่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น